จู่ๆ ก็นึกถึงสมัยย้ายมาแคนาดาใหม่ๆ (เมื่อปี 2003 กำลังขึ้นม.3 ที่ไทย) เลยทวีตเกี่ยวกับประสบการณ์บางส่วนไป 
นิถถิน

วันแรกของการเรียนม.3 ที่แคนาดาคือโดนนึกว่าเป็นคนเกาหลี ครูแนะแนวแกก็อุตส่าห์หารุ่นพี่คนเกาหลีเพื่อพาทัวร์ร.ร.ในวันแรก

โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนคาธอลิคเลยมีเครื่องแบบนักเรียน แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นโรงเรียนเอกชนนะ และโรงเรียนของเราก็มีจำนวนนักเรียนต่างชาติที่เป็นคนเกาหลีค่อนข้างเยอะ (รองลงมาก็ฟิลิปปินส์) คนจีนน้อย นับจำนวนด้วยนิ้วบนมือได้ จำนวนเด็กฝรั่งจะเยอะกว่า ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอิตาเลี่ยน
นิถถิน

แล้วคอมที่รร.ก็มีปัญหา ปริ๊นท์ตารางสอนให้ไม่ได้ จนเขาเกือบจะบอกให้กลับบ้านไปก่อน (เราเริ่มเรียนหลังชาวบ้าน เพราะโดนจับไปสอบวัดระดับก่อน)

ในวันหนึ่งมีเรียนทั้งหมดสี่คาบ เทอมนึงเรียนสี่วิชา ทั้งปีก็เรียนแค่แปดวิชา โดยที่วิชาที่เรียนในแต่ละเทอมมักจะไม่ซ้ำกับอีกเทอม มีเวลาพักกลางวันสามช่วง ช่วงแรกให้เด็กม.3 จากนั้นก็ม.4/ม.5 แล้วก็ม.5/ม.6 (แต่ก็เปลี่ยนวิธีจัดเวลาพักในปีหลังๆ อีก)
นิถถิน

ถือเป็นวันแรกของการเรียนที่งงๆ แปลกๆ ดี (รุ่นพี่คนเกาหลีสองคนที่พาทัวร์รร. ชื่อ มินจิ คิม ทั้งสองคน สงสัยรุ่นนั้นฮิตชื่อนี้กัน)

นิถถิน

ที่สอบวัดระดับก็มีภาษาอังกฤษกับเลข เลขนั้นง่ายมากเมื่อเทียบกับเมืองไทย ส่วนภาษาอังกฤษก็สอบฟัง ให้ดูรูปแล้วอธิบาย แล้วก็เขียนเรียงความสั้นๆ

อาจจะเป็นเพราะเลขที่เตรียมพัฒน์ฯ มันยากหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ แต่ก่อนเราจะย้ายมานี่กำลังจะตกวิชาเลขแล้ว เพราะไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่ปรากฏว่าที่นี่มันง่ายกว่าอย่างน่ากลัว... แถมเขาอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขด้วยนะ แต่ครูที่สอนวิชาเลขของเรา (ผู้เกลียดหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่สนับสนุนหนังสือชุด ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง) เขาจะชอบบ่นว่า เลขบวกลบคูณหารง่ายๆ ทำไมต้องหยิบเครื่องคิดเลขมากดด้วย คาดว่าเด็กที่นี่ไม่มี "คณิตคิดเร็ว" เหมือนที่เรามีตอนประถมแหงๆ
นิถถิน

ที่ให้สอบก็เพื่อดูว่าต้องจับเราไปลงพวกห้อง ESL (English as Second Language) มั้ย ซึ่งเราโชคดีไม่ต้องลงเรียน ก็เรียนวิชาภาษาอังกฤษห้องปกติ

นิถถิน

แต่นรกกินเลยฮะ คลาสแรกที่เข้าไป เจอครูเปิดเทปโรมิโอจูเลียต พูดกันเร็วปร๋อฟังกันไม่ทันเลยฮะ orz

หนังสือเรียนที่นี่จะเป็นในรูปแบบให้นักเรียนยืมไปใช้ในตัวเทอม พอหมดเทอมปั๊บก็เอาไปคืน (แล้วก็รีไซเคิลให้คนเทอมหน้าใช้ต่อไป) พวกหนังสืออ่านนอกเวลาในวิชาภาษาอังกฤษนี่บางทีก็เจอสภาพเก่าๆ ใช้ตั้งแต่ช่วงโรงเรียนเพิ่งก่อตั้งก็ยังมี ในตัวหนังสือก็จะมีช่องให้เขียนว่าใครเป็นคนใช้หนังสืออยู่รวมทั้งเขียนชื่อโฮมรูม (คล้ายๆ แบบในหนังสือที่เรายืมจากห้องสมุด)
 
หนังสือเรียนใหญ่และหนักมาก รวมทั้งเป็นกระดาษสีสำหรับบางวิชา พอเทียบกับตอนเรียนที่เมืองไทย ฝั่งนั้นเบาๆ ขนสบายกว่าเลย ราคามักจะแพงเลยไม่ค่อยมีคนซื้อกัน  แต่ก็มีร้านที่ขายพวก textbook โดยเฉพาะสำหรับคนที่อยากสะสม (ซะที่ไหน) หรืออ่านล่วงหน้า (ไม่เคยทำหรอก 555)
นิถถิน

ปีแรกลำบากตรงที่ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อม ปรับกับภาษา แถมวิธีการสอบก็เน้นให้เขียนอธิบายมากกว่ากา กขค ต่างกับตอนเรียนที่ไทยพอสมควร

นิถถิน

เราคิดว่าหลักสูตรเขามันเหมาะกับเรานะ ตอนเรียนที่ไทยมันก็มีบางครั้งที่รู้สึกว่าเรียนวิชานี้เพื่ออะไร ทำไมเทอมนึงเราต้องเรียนเกือบ 14-15 วิชา

นิถถิน

แต่มันก็มีบางวิชาที่เรียนที่ไทย (แต่ไม่มีที่นี่) ที่รู้สึกว่ามันก็มีประโยชน์ของมันอยู่นะ

เช่น วิชางานบ้าน ส่วนตัวเราคิดว่าเป็นวิชาที่มีประโยชน์นะ เรายังเก็บสมุดงานจากวิชานี้ติดตัวมาด้วย ไว้นั่งดูเวลาว่างๆ หรือรื้อฟื้นการเย็บแบบต่างๆ อีกอย่างที่เราคิดว่าเมืองไทยดีกว่าคือมีวิชาพละทั้งสองเทอม ที่นี่เขาไม่บังคับว่าต้องเรียนพละทุกปีการศึกษา แต่ทุกคนต้องเรียนเทอมนึง (บังคับในหลักสูตร) ซึ่งปัญหาคือไม่ใช่ทุกคนที่มีเวลาว่างในตารางสอนให้ลงพละได้ (เทอมที่ลงเรียน พอถึงช่วงท้ายเทอมน้ำหนักลดเกือบสามโลนะ แฮ่) แล้วการเรียนในเทอมๆ เดียวมันก็ดูไม่สมดุลเท่ากับการเรียนในทั้งสองเทอมอยู่ดี
 
นอกจากภาษาอังกฤษแล้วนักเรียนที่นี่จะต้องเรียนวิชาภาษาฝรั่งเศสสองเทอม (ม.3 กับม.4 นี่บังคับ เพราะอยู่ในหลักสูตรสำหรับการเรียนจบ) แต่เราโชคดีไม่ต้องเรียน แล้วเอาหน่วยกิตสำหรับวิชาภาษาฝรั่งเศสไปแลกกับอย่างอื่นได้ ซึ่งเราก็เลือกวิชาดนตรีกับวิชาศิลปะ อ้อ... โรงเรียนเราเน้นไปทางศิลปะ เต้นรำ ร้องเพลง ดนตรี มากกว่าพวกวิทย์-คณิต
 
ซึ่งวิชาดนตรีเป็นวิชาที่ีคิดว่าโชคดีที่ได้เรียนมาก เพราะครูใจดี เป็นมิตร ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนนี้ แม้เราจะรู้สึกเหวงๆ เหงาๆ อยู่บ้าง (เราเรียนฟลุ๊ท คาบแรกเสียเวลาเป่าลมทั้งคาบ น่าอับอายมาก 555) ได้อยู่ใน band และแสดงในช่วงคริสมาสต์กับ Spring ด้วย (เคยเขียนเอนทรี่เกี่ยวกับเรื่องนี้ สามารถอ่านได้ ดนตรีที่รัก) เราเรียนวิชาดนตรีไปสามปี มีแค่ปีสุดท้ายที่ไม่ลงเรียนเพราะต้องการคาบว่างไปนั่งทำการบ้านวิชาอื่น (ที่จำเป็นสำหรับการเข้ามหาลัย) แต่ในสามปีนั้น มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ ได้ไปแข่งกับโรงเรียนอื่น แล้วก็ไปงาน Music Festival ที่ออตตาว่า (เป็น Fieldtrip แรกตั้งแต่ย้ายมา)
 
เรื่องยังไม่จบแค่นี้แต่คิดว่าคงต้องมาต่อกันเอนทรี่หน้าแทน เพราะเริ่มยาว 

Comment

Comment:

Tweet

อ่านโพสพื่แล้วเหมือนย้อนความหลังเลยอ่ะ
จะมารออ่านตอนต่อไปนะครับ ^^

#3 By ExMiraclelight // on 2013-03-25 02:59

@view-fujiki  ตั้งแต่ช่วง exteen เปิดใหม่ๆ เลยอะจ้า ประมาณปี 2004
สนุกพี่ว่ามันก็สนุกนะ แต่ก็คิดถึงเพื่อนที่เมืองไทย อาหาร และอื่นๆ 555+

#2 By tikyon on 2013-03-15 00:26

โอ้ อ่านแล้วดูน่าสนุกจังเลยค่า พี่จีล
ลองคลิกดูลิงค์ "ดนตรีที่รัก" แล้วตกใจ...  นี่พี่จีลเขียนบล็อกมาตั้งแต่ปีไหนคะเนี่ย 555
(/โดนชก /เพิ่งมาตามไม่กี่ปี orz)
ชีวิตการเป็นนักเรียนนอกดูน่าตื่นเต้นดีจังค่ะ อยากไปบ้างจัง ฮา  ;-;

#1 By Wirunyupha on 2013-03-14 18:06